วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
การตรวจสอบด้วยไบออส
การตรวจหารัสคอมพิงเตอร์
การตรวจหารัสคอมพิงเตอร์
การสแกน
โปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกน (Scanning) เรียกว่า สแกนเนอร์ (Scanner) โดยจะมีการดึงเอาโปรแกรมบางส่วนของตัวไวรัส มาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล ส่วนที่ดึงมานั้นเราเรียกว่า ไวรัสซิกเนเจอร์ (VirusSignature) และเมื่อสแกนเนอร์ถูกเรียกขึ้นมาทำงาน ก็จะเข้าตรวจหาไวรัสในหน่วยความจำ บูตเซกเตอร์ และไฟล์โดยใช้ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่มีอยู่ ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือ เราสามารถตรวจสอบซอฟต์แวร์ที่มาใหม่ ได้ทันทีเลยว่าติดไวรัสหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสถูกเรียกขึ้นมาทำงานตั้งแต่เริ่มแรก แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนอยู่หลายข้อ คือ
- ฐานข้อมูลที่เก็บไวรัสซิกเนเจอร์ จะต้องทันสมัยอยู่เสมอ และครอบคลุมไวรัสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสแกนเนอร์จะไม่สามารถตรวจจับไวรัส ที่ยังไม่มี ซิกเนเจอร์ของไวรัสนั้น เก็บอยู่ในฐานข้อมูลได้
- ยากที่จะตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิก เนื่องจากไวรัสประเภทนี้เปลี่ยนแปลง ตัวเองได้ จึงทำให้ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้สามารถนำมาตรวจสอบได้ก่อนที่ไวรัส จะเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น
- ถ้ามีไวรัสประเภทสทีลต์ไวรัสติดอยู่ในเครื่องตัวสแกนเนอร์อาจจะไม่สามารถ ตรวจหาไวรัสนี้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความฉลาดและเทคนิคที่ใช้ของตัวไวรัส และของตัวสแกนเนอร์เองว่าใครเก่งกว่า เนื่องจากไวรัสมีตัวใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอ ๆ ผู้ใช้จึงจำเป็นจะต้องหาสแกนเนอร์ ตัวที่ใหม่ที่สุดมาใช้ มีไวรัสบางตัวจะเข้าไปติดในโปรแกรมทันทีที่โปรแกรมนั้นถูกอ่าน และถ้าสมมติ ว่าสแกนเนอร์ที่ใช้ไม่สามารถตรวจจับได้ และถ้าเครื่องมีไวรัสนี้ติดอยู่ เมื่อมีการ เรียกสแกนเนอร์ขึ้นมาทำงาน สแกนเนอร์จะเข้าไปอ่านโปรแกรมทีละโปรแกรม เพื่อตรวจสอบ ผลก็คือจะทำให้ไวรัสตัวนี้เข้าไปติดอยู่ในโปรแกรมทุกตัวที่ถูก สแกนเนอร์นั้นอ่านได้ สแกนเนอร์รายงานผิดพลาดได้ คือ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้บังเอิญไปตรงกับที่มี อยู่ในโปรแกรมธรรมดาที่ไม่ได้ติดไวรัส ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่ใช้มีขนาดสั้นไป ก็จะทำให้โปรแกรมดังกล่าวใช้งานไม่ได้อีกต่อไป การตรวจการเปลี่ยนแปลง
การตรวจการเปลี่ยนแปลง
การหาค่าพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกว่า เช็คซัม (Checksum) ซึ่งเกิดจากการนำเอาชุดคำสั่งและ ข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรมมาคำนวณ หรืออาจใช้ข้อมูลอื่น ๆ ของไฟล์ ได้แก่ แอตริบิวต์ วันและเวลา เข้ามารวมในการคำนวณด้วย เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหรือข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรม จะถูกแทนด้วยรหัสเลขฐานสอง เราจึงสามารถนำเอาตัวเลขเหล่านี้มาผ่านขั้นตอนการคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ ซึ่งวิธีการคำนวณเพื่อหาค่าเช็คซัมนี้มีหลายแบบ และมีระดับการตรวจสอบแตกต่างกันออกไป เมื่อตัวโปรแกรม ภายในเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าไวรัสนั้นจะใช้วิธีการแทรกหรือเขียนทับก็ตาม เลขที่ได้จากการคำนวณครั้งใหม่ จะเปลี่ยนไปจากที่คำนวณได้ก่อนหน้านี้ ข้อดีของการตรวจการเปลี่ยนแปลงก็คือ สามารถตรวจจับไวรัสใหม่ ๆ ได้ และยังมีความสามารถในการตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิกไวรัสได้อีกด้วย แต่ก็ยังยากสำหรับสทีลต์ไวรัส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของโปรแกรมตรวจหาไวรัสเองด้วยว่าจะสามารถถูกหลอกโดยไวรัสประเภทนี้ได้หรือไม่ และมีวิธีการตรวจการเปลี่ยนแปลงนี้จะตรวจจับไวรัสได้ก็ต่อเมื่อไวรัสได้เข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้วเท่านั้น และค่อนข้างเสี่ยงในกรณีที่เริ่มมีการคำนวณหาค่าเช็คซัมเป็นครั้งแรก เครื่องที่ใช้ต้องแน่ใจว่าบริสุทธิ์พอ คือต้องไม่มีโปรแกรมใด ๆ ติดไวรัส มิฉะนั้นค่าที่หาได้จากการคำนวณที่รวมตัวไวรัสเข้าไปด้วย ซึ่งจะลำบากภายหลังในการที่จะตรวจหาไวรัสตัวนี้ต่อไป
การเฝ้าดู
เพื่อที่จะให้โปรแกรมตรวจจับไวรัสสามารถเฝ้าดูการทำงานของเครื่องได้ตลอดเวลานั้น จึงได้มีโปรแกรมตรวจจับไวรัสที่ถูกสร้งขึ้นมาเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือ ดีไวซ์ไดรเวอร์ โดยเทคนิคของการเฝ้าดูนั้นอาจใช้วิธีการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงหรือสองแบบรวมกันก็ได้ การทำงานโดยทั่วไปก็คือ เมื่อซอฟต์แวร์ตรวจจับไวรัสที่ใช้วิธีนี้ถูกเรียกขึ้นมาทำงาน ก็จะเข้าไปตรวจในหน่วยความจำของเครื่องก่อน ว่ามีไวรัสติดอยู่หรือไม่โดยใช้ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่มีอยู่ในฐานข้อมูล จากนั้นจึงค่อยนำตัวเองเข้าไปฝังอยู่ในหน่วยความจำ และต่อไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมาใช้งาน โปรแกรมเฝ้าดูนี้ก็จะเข้าไปตรวจโปรแกรมนั้นก่อน โดยใช้เทคนิคการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงเพื่อหาไวรัส ถ้าไม่มีปัญหา ก็จะอนุญาตให้โปรแกรมนั้นขึ้นมาทำงานได้ นอกจากนี้โปรแกรมตรวจจับ ไวรัสบางตัวยังสามารถตรวจสอบขณะที่มีการคัดลอกไฟล์ได้อีกด้วย ข้อดีของวิธีนี้คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมา โปรแกรมนั้นจะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้งโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นการใช้สแกนเนอร์ จะสามารถทราบได้ว่าโปรแกรมใดติดไวรัสอยู่ ก็ต่อเมื่อทำการเรียกสแกนเนอร์นั้นขึ้นมาทำงานก่อนเท่านั้น ข้อเสียของโปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูก็คือ จะมีเวลาที่เสียไปสำหรับการตรวจหาไวรัสก่อนทุกครั้ง และเนื่องจากเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือดีไวซ์ไดรเวอร์ จึงจำเป็นจะต้องใช้หน่วยความจำส่วนหนึ่ง ของเครื่องตลอดเวลาเพื่อทำงาน ทำให้หน่วยความจำในเครื่องเหลือน้อยลง และเช่นเดียวกับสแกนเนอร์ ก็คือ จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงฐานข้อมูลของไวรัสซิกเนเจอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
การคำนวณค่าไฟฟ้า
การคำนวณค่าไฟฟ้า |
เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดจะใช้พลังงานไฟฟ้าต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของเครื่องใช้
ไฟฟ้า ซึ่งทราบได้จากตัวเลขที่กำกับไว้บนเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ระบุไว้ทั้งความต่างศักย์ (V)
และกำลังไฟฟ้า (W)
ตัวอย่างเช่น หลอดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เตารีดไฟฟ้า มีตัวเลขกำกับไว้บนเครื่องใช้ไฟฟ้า
เช่น หลอดไฟฟ้ามีตัวเลขกำกับว่า 220 V 80 W
- ตัวเลข 220 V หมายถึงหลอดไฟฟ้านี้ใช้กับความต่างศักย์ 220 โวลต์ ซึ่งเราต้องใช้ไฟให้
ตรงกับค่าความต่างศักย์ที่กำหนด
- ตัวเลข 80 W ที่กำกับมาเป็นค่าของพลังงานไฟฟ้าที่หลอดไฟฟ้าใช้ไปในเวลา 1 วินาที
ซึ่งเรียกว่า กำลังไฟฟ้า
หมายเหตุ - ในการวัดพลังงานไฟฟ้า เราจะใช้หน่วยเป็นจูล ตัวเลข 80 W จึงหมายความว่า
หลอดไฟฟ้านี้จะใช้พลังงานไฟฟ้า 80 จูล ในเวลา 1 วินาที
ค่าไฟ เป็นสิ่งที่เราต้องจ่ายทุกเดือน เพราะไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้ไฟ (ถึงแม้พ่อแม่เรา
จะเป็นคนจ่ายก็ตาม) จะดีแค่ไหนหากเรารู้วิธีการคำนวณค่าไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ
เราจะสามารถประมาณค่าไฟ (โดยประมาณ) ของแต่ละเดือนได้ ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับเราเอง
ในการวางแผนการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น โดยการคำนวณค่าไฟฟ้านั้น เราสามารถทำได้ด้วยตนเองง่ายๆ
จากสูตรที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้*
สำหรับการใช้ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าใน 1 วัน เราสามารถใช้สูตรการคำนวณดังนี้ |
เครื่องวัด ออสซิโลสโคป
เครื่องวัด
ออสซิโลสโคป (
OSCILLOSCOPE )
เครื่องวัดทางไฟฟ้าทั่วไปได้แก่
DC หรือ AC VOLTMETER ( VOM )
นั้นจะสามารถวัดได้เพียงแต่ค่าแรงไฟ DC ค่าพีค หรือค่า
RMS เครื่องวัดเหล่านี้จะวัดได้ถูกต้องเฉพาะสัญญาณที่เป็นรูปไซน์
ที่ไม่มีการผิดเพี้ยนเลย หรืออาจจะใช้วัดค่า RMS จริง (True
RMS ) ของสัญญาณบางแบบ
แต่ไม่สามารถจะแสดงให้เห็นได้ว่าสัญญาณเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปตามค่าเวลาอย่างไรบ้าง
ออสซิโลสโคปจึงเป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้แสดงรูปสัญญาณทางไฟฟ้า
และยังสามารถปรับให้สามารถอ่านค่าแรงดัน และการเปลี่ยนแปลงของเวลา
สามารถบอกได้ว่าสัญญาณที่วัดได้มีค่าแรงดันเท่าใด มีการเปลี่ยนแปลงแรงดันอย่างไร
เป็นระยะช่วงเวลาอย่างไรบ้าง ออสซิโลสโคป ทำขึ้นใช้งานอย่างกว้างขวางหลายแบบ
บางแบบก็เหมาะสำหรับใช้งานทั่วไป บางแบบก็สร้างขี้นมาใช้เฉพาะงานพิเศษ
ซึ่งอาจใช้กับช่วงความถี่ตั้งแต่ 100 Hz ถึง 500 KHz หรือตั้งแต่ DC ถึง 50 MHz และสามารถแสดงรูปสัญญาณเดียว
หรือหลายๆรูปสัญญาณบนจอเดียวกัน
7.1 โครงสร้างและการทำงานเบื้องต้นของออสซิโลสโคป

รูปที่ 7.1 CATHODE RAY
OSSILLOSCOPE-GENERAL BLOCK DIAGRAM
จากรูปที่
7.1
1. CRT
คือหลอดภาพชนิด CATHODE RAY TURE มีหน้าที่แสดงเส้นภาพหรือรูปสัญญาณที่ต้องการทราบที่จอ ส่วนประกอบของ CATHODE RAY TURE แบ่งออกได้ 4 ส่วน ดังนี้
1.1 ปืนอิเล็กตรอน (
Electron Gun ) เป็นตัวกำเนิดลำอิเล็กตรอน
1.2 ตัวโฟกัสและตัวเร่ง (
Focusing and Accelerating ) เป็นตัวช่วยให้ลำอิเล็กตรอนมีลักษณะเป็นลำอิเล็กตรอนที่พอดีตามความต้องการ
1.3 แผ่นบังคับแกนนอนและแกนตั้ง ( Horizontal and Vertical Deflection
/ Plates ) เป็นแผ่นบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ของลำอิเล็กตรอน
1.4 โครงหลอดแก้วสุญญากาศและจอฟอสเฟอร์
( Phosphorescent Screen ) ที่จะเรืองแสงขึ้นที่จุดที่ลำอิเล็กตรอนมากระทบมองเห็นป็นจุดเรืองแสงได้
วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
การคำนวณหาค่าไฟฟ้า
1.จากวงจรด้านบน จะมีกระแสไฟฟ้า และกำลังไฟฟ้าเกิดขึ้นเท่าใด

วิธีทำ
จากกฎของโอห์ม I = E / R
ดังนั้น I = 20 / 5 = 4 แอมป์
เมื่อ p = E x I = 4 x 20
ดังนั้น P = 80 W
วิธีทำ
จากกฎของโอห์ม I = E / R
ดังนั้น I = 20 / 5 = 4 แอมป์
เมื่อ p = E x I = 4 x 20
ดังนั้น P = 80 W
2.2.จากวงจรไฟฟ้าเมื่อกระแสไฟฟ้า 20 mA ไหลผ่านความต้านทาน 500 โอห์ม จงหากำลังไฟฟ้าที่เกิดขึ้นกับตัวต้านทานนี้
วิธีทำ
จาก P = I2x R
เมื่อ I = 20 mA
R = 500 โอห์ม
ดังนั้น P = (0.02 A)2 x 500
= 0.2 W
วิธีทำ
จาก P = I2x R
เมื่อ I = 20 mA
R = 500 โอห์ม
ดังนั้น P = (0.02 A)2 x 500
= 0.2 W
ตัวอย่างการคำนวณ พลังงานไฟฟ้า
1. เตารีดไฟฟ้า ขนาด 750 วัตต์ ใช้งานวันละ 10 ชั่วโมง จะเสียค่าไฟฟ้าเท่าใด ต่อเดือน (30 วัน)ถ้าคิดค่าไฟฟ้า ยูนิต ละ 1.50 บาท
วิธีทำ
ใช้พลังงานไฟฟ้าไปวันละ = 750 x 10
= 7,500 วัตต์ – ชั่วโมง
= 7.5 Kw – h
= 7.5 ยูนิต
จะเสียค่าไฟฟ้าวันละ = 1.50 x 7.50
= 11.25 บาท
ดังนั้น เสียค่าไฟฟ้าต่อเดือน = 11.25 x 30 = 337.50 บาท
ใช้พลังงานไฟฟ้าไปวันละ = 750 x 10
= 7,500 วัตต์ – ชั่วโมง
= 7.5 Kw – h
= 7.5 ยูนิต
จะเสียค่าไฟฟ้าวันละ = 1.50 x 7.50
= 11.25 บาท
ดังนั้น เสียค่าไฟฟ้าต่อเดือน = 11.25 x 30 = 337.50 บาท
2.ลวดความร้อนขนาด 220V ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อนในอัตรา 1500 J/sจงหาค่ากระแสที่ไหลผ่านลวดนี้
วิธีทำ
จาก W = P x t หรือ W = V x I x t

วิธีทำ
จาก W = P x t หรือ W = V x I x t
3. บ้านหลังหนึ่งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าดังนี้
a. มอเตอร์ปั๊มน้ำขนาด 1.5 แรงม้า ใช้งานวันละ 2 ชม./วัน
b. กาต้มน้ำร้อนขนาด 750 วัตต์ ใช้งานวันละ 5 ชม./วัน
c. หม้อหุงข้าวไฟฟ้า 1000 วัตต์ ใช้งานวันละ 30 นาที /วัน
d. ตู้เย็นขนาด ขนาด 150 วัตต์ ใช้งานวันละ 15 ชม./วัน
e. โทรทัศน์ ขนาด 70 วัตต์ ใช้งานวันละ 5 ชม./วัน
ใน 1 เดือน (30 วัน) จะเสียค่าไฟฟ้าเท่าใด เมื่อ 1 ยูนิต เท่ากับ 1.75 บาท
วิธีทำ
จาก W = P x t
= (746 x 1.5 x 2) +(750 x 5)+(1000 x 0.5)+(150 x 15) +(70 x 5)
=2,238 + 3,750 + 500 + 750 + 350
=7,588 W-h
1 วันใช้พลังงานวันละ 7, 588 W-h
คิดเป็น 7, 588 / 1,000 = 7.588 ยูนิต
ใน 30 วัน ใช้พลังงานไฟฟ้า 7.588 x 30 = 227.64 ยูนิต
เมื่อค่าไฟฟ้า คิดยูนิต ละ 1.75 บาท
ดังนั้น เสียค่าไฟฟ้า 227.64 x 1.75 = 398.37 บาท
a. มอเตอร์ปั๊มน้ำขนาด 1.5 แรงม้า ใช้งานวันละ 2 ชม./วัน
b. กาต้มน้ำร้อนขนาด 750 วัตต์ ใช้งานวันละ 5 ชม./วัน
c. หม้อหุงข้าวไฟฟ้า 1000 วัตต์ ใช้งานวันละ 30 นาที /วัน
d. ตู้เย็นขนาด ขนาด 150 วัตต์ ใช้งานวันละ 15 ชม./วัน
e. โทรทัศน์ ขนาด 70 วัตต์ ใช้งานวันละ 5 ชม./วัน
ใน 1 เดือน (30 วัน) จะเสียค่าไฟฟ้าเท่าใด เมื่อ 1 ยูนิต เท่ากับ 1.75 บาท
วิธีทำ
จาก W = P x t
= (746 x 1.5 x 2) +(750 x 5)+(1000 x 0.5)+(150 x 15) +(70 x 5)
=2,238 + 3,750 + 500 + 750 + 350
=7,588 W-h
1 วันใช้พลังงานวันละ 7, 588 W-h
คิดเป็น 7, 588 / 1,000 = 7.588 ยูนิต
ใน 30 วัน ใช้พลังงานไฟฟ้า 7.588 x 30 = 227.64 ยูนิต
เมื่อค่าไฟฟ้า คิดยูนิต ละ 1.75 บาท
ดังนั้น เสียค่าไฟฟ้า 227.64 x 1.75 = 398.37 บาท
เลขฐาน 16
เลขฐาน 16
ระบบเลขฐาน 16 มีตัวเลขอยู่ 16 ตัว คือ
0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A B C D E F
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ตาราง เปรียบเทียบเลขฐานสิบหก
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




