วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การติดตั้ง Adobe Dreamweaver CS3


การติดตั้ง Adobe Dreamweaver CS3

การติดตั้งอาจจะใช้เวลานานนิดนึง ไม่ค่อยเปิดโปรแกรมอืนขึ้นมาก่อนการติดตั้ง ปิดโปรแกรมอื่นๆที่ทำงานด้วยนะ
                                           


-


การตรวจสอบด้วยไบออส

การตรวจสอบด้วยไบออส
เป็นวิธีการตรวจสอบเครื่อง ซึ่งถ้าหากมีความเข้าใจดีแล้ว ก็จะง่ายและเร็วที่สุด สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ภายในเครื่องได้อย่างชัดเจน
แต่ไม่ละเอียดมากนัก การตรวจสอบเครื่องด้วยไบออสสามารถทำได้ทุกครั้งที่เปิดเครื่องขึ้นมา โดยในหน้าจอไบออสเครื่องจะรายงานชนิดและความเร็วของ
ซีพียู ชนิดและความเร็วของหน่วยความจำ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์ต่อพ่วงภายนอก และการ์ดที่ติดตั้งภายในเครื่อง ซึ่งจะทำให้เราตรวจสอบเบื้องต้น
ได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราตรงตามที่เราสั่งซื้อ และตรงตามเสปกของเครื่องที่บอกมาหรือไม่
ทุกครั้งที่เราเปิดเครื่องขึ้นมาทำงาน bios จะทำขบวนที่การเรียกว่า POST (Power OSelf Test) เพื่อตรวจสอบฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ว่าอุปกรณ์เหล่านี้
สามารถที่จะทำงานได้อย่างถูกต้องหรือไม่ ถ้าหากไม่ถูกต้อง bios จะแจ้งข้อความให้ผู้ใช้งานทราบ ซึ่งข้อความเตือนเหล่านี้มีความสำคัญมากในการแก้ไข
ข้อผิดพลาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีหน้าจอการแสดงผลอยู่ 3 หน้าจอด้วยกัน คือ
 
1. หน้าจอแสดงข้อมูล ของการ์ดแสดงผล
 
 
2. หน้าจอแสดงขบวนการตรวจสอบสถานะของเครื่อง
 
 
3. หน้าจอแสดงผลลัพธ์การตรวจสอบเครื่องทั้งหมด
กลับด้านบน
 การตรวจสอบด้วยโปรแกรมวินโดว์
   
เป็นการตรวจสอบมี่สามารถแสดงรายละเอียดได้ดี และยังสามารถทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย เหมาะสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์
ที่ได้สร้างไดรเวอร์สำหรับอุปกรณ์ต่างๆ อย่างครบถ้วน และถ้าอุปกรณ์บางอย่างยังไม่ได้ติดตั้งไดรเวอร์ จะมีการแสดงรูปเครื่องหมายคำถาม เพื่อเป็นการ
บอกผู้ใช้ โดยสามารถเลือกได้จาก Control Panel หรือ Device Manager เพื่อใช้ในการตรวจสอบ

การตรวจหารัสคอมพิงเตอร์





การตรวจหารัสคอมพิงเตอร์

การสแกน
         โปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกน (Scanning) เรียกว่า สแกนเนอร์ (Scanner) โดยจะมีการดึงเอาโปรแกรมบางส่วนของตัวไวรัส มาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล ส่วนที่ดึงมานั้นเราเรียกว่า ไวรัสซิกเนเจอร์ (VirusSignature) และเมื่อสแกนเนอร์ถูกเรียกขึ้นมาทำงาน ก็จะเข้าตรวจหาไวรัสในหน่วยความจำ บูตเซกเตอร์ และไฟล์โดยใช้ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่มีอยู่ ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือ เราสามารถตรวจสอบซอฟต์แวร์ที่มาใหม่ ได้ทันทีเลยว่าติดไวรัสหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสถูกเรียกขึ้นมาทำงานตั้งแต่เริ่มแรก แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนอยู่หลายข้อ คือ
  • ฐานข้อมูลที่เก็บไวรัสซิกเนเจอร์ จะต้องทันสมัยอยู่เสมอ และครอบคลุมไวรัสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสแกนเนอร์จะไม่สามารถตรวจจับไวรัส ที่ยังไม่มี ซิกเนเจอร์ของไวรัสนั้น เก็บอยู่ในฐานข้อมูลได้
  • ยากที่จะตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิก เนื่องจากไวรัสประเภทนี้เปลี่ยนแปลง ตัวเองได้ จึงทำให้ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้สามารถนำมาตรวจสอบได้ก่อนที่ไวรัส จะเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น
  • ถ้ามีไวรัสประเภทสทีลต์ไวรัสติดอยู่ในเครื่องตัวสแกนเนอร์อาจจะไม่สามารถ ตรวจหาไวรัสนี้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความฉลาดและเทคนิคที่ใช้ของตัวไวรัส และของตัวสแกนเนอร์เองว่าใครเก่งกว่า เนื่องจากไวรัสมีตัวใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอ ๆ ผู้ใช้จึงจำเป็นจะต้องหาสแกนเนอร์ ตัวที่ใหม่ที่สุดมาใช้ มีไวรัสบางตัวจะเข้าไปติดในโปรแกรมทันทีที่โปรแกรมนั้นถูกอ่าน และถ้าสมมติ ว่าสแกนเนอร์ที่ใช้ไม่สามารถตรวจจับได้ และถ้าเครื่องมีไวรัสนี้ติดอยู่ เมื่อมีการ เรียกสแกนเนอร์ขึ้นมาทำงาน สแกนเนอร์จะเข้าไปอ่านโปรแกรมทีละโปรแกรม เพื่อตรวจสอบ ผลก็คือจะทำให้ไวรัสตัวนี้เข้าไปติดอยู่ในโปรแกรมทุกตัวที่ถูก สแกนเนอร์นั้นอ่านได้ สแกนเนอร์รายงานผิดพลาดได้ คือ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้บังเอิญไปตรงกับที่มี อยู่ในโปรแกรมธรรมดาที่ไม่ได้ติดไวรัส ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่ใช้มีขนาดสั้นไป ก็จะทำให้โปรแกรมดังกล่าวใช้งานไม่ได้อีกต่อไป การตรวจการเปลี่ยนแปลง
การตรวจการเปลี่ยนแปลง
         การหาค่าพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกว่า เช็คซัม (Checksum) ซึ่งเกิดจากการนำเอาชุดคำสั่งและ ข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรมมาคำนวณ หรืออาจใช้ข้อมูลอื่น ๆ ของไฟล์ ได้แก่ แอตริบิวต์ วันและเวลา เข้ามารวมในการคำนวณด้วย เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหรือข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรม จะถูกแทนด้วยรหัสเลขฐานสอง เราจึงสามารถนำเอาตัวเลขเหล่านี้มาผ่านขั้นตอนการคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ ซึ่งวิธีการคำนวณเพื่อหาค่าเช็คซัมนี้มีหลายแบบ และมีระดับการตรวจสอบแตกต่างกันออกไป เมื่อตัวโปรแกรม ภายในเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าไวรัสนั้นจะใช้วิธีการแทรกหรือเขียนทับก็ตาม เลขที่ได้จากการคำนวณครั้งใหม่ จะเปลี่ยนไปจากที่คำนวณได้ก่อนหน้านี้ ข้อดีของการตรวจการเปลี่ยนแปลงก็คือ สามารถตรวจจับไวรัสใหม่ ๆ ได้ และยังมีความสามารถในการตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิกไวรัสได้อีกด้วย แต่ก็ยังยากสำหรับสทีลต์ไวรัส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของโปรแกรมตรวจหาไวรัสเองด้วยว่าจะสามารถถูกหลอกโดยไวรัสประเภทนี้ได้หรือไม่ และมีวิธีการตรวจการเปลี่ยนแปลงนี้จะตรวจจับไวรัสได้ก็ต่อเมื่อไวรัสได้เข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้วเท่านั้น และค่อนข้างเสี่ยงในกรณีที่เริ่มมีการคำนวณหาค่าเช็คซัมเป็นครั้งแรก เครื่องที่ใช้ต้องแน่ใจว่าบริสุทธิ์พอ คือต้องไม่มีโปรแกรมใด ๆ ติดไวรัส มิฉะนั้นค่าที่หาได้จากการคำนวณที่รวมตัวไวรัสเข้าไปด้วย ซึ่งจะลำบากภายหลังในการที่จะตรวจหาไวรัสตัวนี้ต่อไป
การเฝ้าดู
         เพื่อที่จะให้โปรแกรมตรวจจับไวรัสสามารถเฝ้าดูการทำงานของเครื่องได้ตลอดเวลานั้น จึงได้มีโปรแกรมตรวจจับไวรัสที่ถูกสร้งขึ้นมาเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือ ดีไวซ์ไดรเวอร์ โดยเทคนิคของการเฝ้าดูนั้นอาจใช้วิธีการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงหรือสองแบบรวมกันก็ได้ การทำงานโดยทั่วไปก็คือ เมื่อซอฟต์แวร์ตรวจจับไวรัสที่ใช้วิธีนี้ถูกเรียกขึ้นมาทำงาน ก็จะเข้าไปตรวจในหน่วยความจำของเครื่องก่อน ว่ามีไวรัสติดอยู่หรือไม่โดยใช้ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่มีอยู่ในฐานข้อมูล จากนั้นจึงค่อยนำตัวเองเข้าไปฝังอยู่ในหน่วยความจำ และต่อไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมาใช้งาน โปรแกรมเฝ้าดูนี้ก็จะเข้าไปตรวจโปรแกรมนั้นก่อน โดยใช้เทคนิคการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงเพื่อหาไวรัส ถ้าไม่มีปัญหา ก็จะอนุญาตให้โปรแกรมนั้นขึ้นมาทำงานได้ นอกจากนี้โปรแกรมตรวจจับ ไวรัสบางตัวยังสามารถตรวจสอบขณะที่มีการคัดลอกไฟล์ได้อีกด้วย ข้อดีของวิธีนี้คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมา โปรแกรมนั้นจะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้งโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นการใช้สแกนเนอร์ จะสามารถทราบได้ว่าโปรแกรมใดติดไวรัสอยู่ ก็ต่อเมื่อทำการเรียกสแกนเนอร์นั้นขึ้นมาทำงานก่อนเท่านั้น ข้อเสียของโปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูก็คือ จะมีเวลาที่เสียไปสำหรับการตรวจหาไวรัสก่อนทุกครั้ง และเนื่องจากเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือดีไวซ์ไดรเวอร์ จึงจำเป็นจะต้องใช้หน่วยความจำส่วนหนึ่ง ของเครื่องตลอดเวลาเพื่อทำงาน ทำให้หน่วยความจำในเครื่องเหลือน้อยลง และเช่นเดียวกับสแกนเนอร์ ก็คือ จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงฐานข้อมูลของไวรัสซิกเนเจอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

การคำนวณค่าไฟฟ้า

การคำนวณค่าไฟฟ้า

              เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดจะใช้พลังงานไฟฟ้าต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของเครื่องใช้
ไฟฟ้า ซึ่งทราบได้จากตัวเลขที่กำกับไว้บนเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ระบุไว้ทั้งความต่างศักย์ (V) 
และกำลังไฟฟ้า (W)
               ตัวอย่างเช่น หลอดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เตารีดไฟฟ้า มีตัวเลขกำกับไว้บนเครื่องใช้ไฟฟ้า 
เช่น หลอดไฟฟ้ามีตัวเลขกำกับว่า 220 V 80 W
                   - ตัวเลข 220 V หมายถึงหลอดไฟฟ้านี้ใช้กับความต่างศักย์ 220 โวลต์ ซึ่งเราต้องใช้ไฟให้
ตรงกับค่าความต่างศักย์ที่กำหนด
                    - ตัวเลข 80 W ที่กำกับมาเป็นค่าของพลังงานไฟฟ้าที่หลอดไฟฟ้าใช้ไปในเวลา 1 วินาที
 ซึ่งเรียกว่า กำลังไฟฟ้า 
             หมายเหตุ - ในการวัดพลังงานไฟฟ้า เราจะใช้หน่วยเป็นจูล ตัวเลข 80 W จึงหมายความว่า 
หลอดไฟฟ้านี้จะใช้พลังงานไฟฟ้า 80 จูล ในเวลา 1 วินาที
              ค่าไฟ เป็นสิ่งที่เราต้องจ่ายทุกเดือน เพราะไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้ไฟ (ถึงแม้พ่อแม่เรา
จะเป็นคนจ่ายก็ตาม) จะดีแค่ไหนหากเรารู้วิธีการคำนวณค่าไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ
 เราจะสามารถประมาณค่าไฟ (โดยประมาณ) ของแต่ละเดือนได้ ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับเราเอง
ในการวางแผนการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น โดยการคำนวณค่าไฟฟ้านั้น เราสามารถทำได้ด้วยตนเองง่ายๆ 
จากสูตรที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้*
              สำหรับการใช้ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าใน 1 วัน เราสามารถใช้สูตรการคำนวณดังนี้

เครื่องวัด ออสซิโลสโคป



เครื่องวัด ออสซิโลสโคป ( OSCILLOSCOPE )

                เครื่องวัดทางไฟฟ้าทั่วไปได้แก่ DC หรือ AC VOLTMETER  ( VOM ) นั้นจะสามารถวัดได้เพียงแต่ค่าแรงไฟ DC ค่าพีค  หรือค่า  RMS  เครื่องวัดเหล่านี้จะวัดได้ถูกต้องเฉพาะสัญญาณที่เป็นรูปไซน์ ที่ไม่มีการผิดเพี้ยนเลย หรืออาจจะใช้วัดค่า RMS จริง (True RMS ) ของสัญญาณบางแบบ แต่ไม่สามารถจะแสดงให้เห็นได้ว่าสัญญาณเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปตามค่าเวลาอย่างไรบ้าง ออสซิโลสโคปจึงเป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้แสดงรูปสัญญาณทางไฟฟ้า และยังสามารถปรับให้สามารถอ่านค่าแรงดัน และการเปลี่ยนแปลงของเวลา สามารถบอกได้ว่าสัญญาณที่วัดได้มีค่าแรงดันเท่าใด มีการเปลี่ยนแปลงแรงดันอย่างไร เป็นระยะช่วงเวลาอย่างไรบ้าง ออสซิโลสโคป ทำขึ้นใช้งานอย่างกว้างขวางหลายแบบ บางแบบก็เหมาะสำหรับใช้งานทั่วไป บางแบบก็สร้างขี้นมาใช้เฉพาะงานพิเศษ ซึ่งอาจใช้กับช่วงความถี่ตั้งแต่ 100 Hz ถึง 500 KHz หรือตั้งแต่ DC ถึง 50 MHz และสามารถแสดงรูปสัญญาณเดียว หรือหลายๆรูปสัญญาณบนจอเดียวกัน
                7.1 โครงสร้างและการทำงานเบื้องต้นของออสซิโลสโคป

                รูปที่ 7.1 CATHODE RAY OSSILLOSCOPE-GENERAL BLOCK DIAGRAM

จากรูปที่ 7.1  
         1. CRT  คือหลอดภาพชนิด CATHODE RAY TURE  มีหน้าที่แสดงเส้นภาพหรือรูปสัญญาณที่ต้องการทราบที่จอ  ส่วนประกอบของ CATHODE RAY TURE  แบ่งออกได้ 4 ส่วน ดังนี้
1.1 ปืนอิเล็กตรอน ( Electron Gun )   เป็นตัวกำเนิดลำอิเล็กตรอน
1.2 ตัวโฟกัสและตัวเร่ง ( Focusing and Accelerating ) เป็นตัวช่วยให้ลำอิเล็กตรอนมีลักษณะเป็นลำอิเล็กตรอนที่พอดีตามความต้องการ
1.3  แผ่นบังคับแกนนอนและแกนตั้ง ( Horizontal and Vertical Deflection / Plates ) เป็นแผ่นบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ของลำอิเล็กตรอน
1.4 โครงหลอดแก้วสุญญากาศและจอฟอสเฟอร์ ( Phosphorescent Screen ) ที่จะเรืองแสงขึ้นที่จุดที่ลำอิเล็กตรอนมากระทบมองเห็นป็นจุดเรืองแสงได้

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การคำนวณหาค่าไฟฟ้า


1.จากวงจรด้านบน จะมีกระแสไฟฟ้า และกำลังไฟฟ้าเกิดขึ้นเท่าใด


วิธีทำ
    จากกฎของโอห์ม           I = E / R
                 ดังนั้น            I  = 20 / 5   = 4 แอมป์
    เมื่อ          p =  E x I    = 4 x 20 
                 ดังนั้น         P = 80 W 

2.2.จากวงจรไฟฟ้าเมื่อกระแสไฟฟ้า 20 mA  ไหลผ่านความต้านทาน 500 โอห์ม จงหากำลังไฟฟ้าที่เกิดขึ้นกับตัวต้านทานนี้

วิธีทำ
    จาก        P = I2x R    
    เมื่อ           I   =   20 mA
                   R    =    500 โอห์ม
    ดังนั้น     P    =    (0.02 A)2 x 500
                     =    0.2 W
ตัวอย่างการคำนวณ พลังงานไฟฟ้า

1.    เตารีดไฟฟ้า ขนาด 750 วัตต์ ใช้งานวันละ 10 ชั่วโมง  จะเสียค่าไฟฟ้าเท่าใด ต่อเดือน (30 วัน)ถ้าคิดค่าไฟฟ้า ยูนิต ละ 1.50 บาท
วิธีทำ
    ใช้พลังงานไฟฟ้าไปวันละ     =     750 x 10 
                    =    7,500 วัตต์ – ชั่วโมง
                    =    7.5 Kw – h
                    =    7.5 ยูนิต
    จะเสียค่าไฟฟ้าวันละ        =    1.50 x 7.50
                    =    11.25  บาท
     ดังนั้น เสียค่าไฟฟ้าต่อเดือน        =    11.25 x  30     =    337.50 บาท
2.ลวดความร้อนขนาด  220V ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อนในอัตรา 1500 J/sจงหาค่ากระแสที่ไหลผ่านลวดนี้
วิธีทำ
    จาก W  =  P x t        หรือ   W  =  V x I x t
3.    บ้านหลังหนึ่งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าดังนี้
a.    มอเตอร์ปั๊มน้ำขนาด    1.5 แรงม้า      ใช้งานวันละ   2 ชม./วัน
b.    กาต้มน้ำร้อนขนาด    750 วัตต์    ใช้งานวันละ    5  ชม./วัน
c.    หม้อหุงข้าวไฟฟ้า     1000 วัตต์   ใช้งานวันละ   30 นาที  /วัน
d.    ตู้เย็นขนาด ขนาด    150 วัตต์    ใช้งานวันละ 15 ชม./วัน
e.    โทรทัศน์ ขนาด   70 วัตต์   ใช้งานวันละ   5 ชม./วัน

ใน 1 เดือน (30 วัน) จะเสียค่าไฟฟ้าเท่าใด เมื่อ 1 ยูนิต  เท่ากับ 1.75 บาท
วิธีทำ
    จาก     W     = P x t
            = (746 x 1.5 x 2) +(750 x 5)+(1000 x 0.5)+(150 x 15) +(70 x 5)
            =2,238 + 3,750 + 500 + 750 + 350
            =7,588 W-h
    1 วันใช้พลังงานวันละ    7, 588   W-h    
    คิดเป็น              7, 588 / 1,000    =  7.588 ยูนิต
    ใน   30 วัน  ใช้พลังงานไฟฟ้า  7.588  x  30  =  227.64  ยูนิต
    เมื่อค่าไฟฟ้า คิดยูนิต ละ 1.75 บาท
    ดังนั้น เสียค่าไฟฟ้า  227.64  x 1.75  =  398.37 บาท

เลขฐาน 16




เลขฐาน 16

ระบบเลขฐาน 16  มีตัวเลขอยู่ 16  ตัว  คือ
0  1  2  3  4  5  6  7  8  9  A  B  C  D  E  F
ตาราง เปรียบเทียบเลขฐานสิบหก
เลขฐานสิบ
เลขฐานสอง
เลขฐานสิบหก
0
0000
0
1
0001
1
2
0010
2
3
0011
3
4
0100
4
5
0101
5
6
0110
6
7
0111
7
8
1000
8
9
1001
9
10
1010
A
11
1011
B
12
1100
C
13
1101
D
14
1110
E
15
1111
F